ทำไมเราถึงไม่ควรใช้ Channel อื่น ๆ ที่ไม่ใช่ 1, 6, 11 บนย่าน 2.4GHz

มีหลายท่านสงสัยว่าการที่เราใช้ channel อื่น ๆ ที่ไม่ใช่ 1, 6, 11 บน 2.4GHz มันผิดหลัก best practice ตรงไหน วันนี้ขอมาเหลา
TL;DR aka Version สั้น
อุปกรณ์ 2 ตัวที่ใช้ช่องสัญญาณข้าง ๆ กันบน 2.4GHz จะทับช่วงความถี่และกวนกัน ปัญหานี้เราเรียกว่า Adjacent Channel Interference (ACI) ซึ่งกระทบฝั่ง Receiver ที่อาจจะได้รับสัญญาณไม่ชัด Transmitter เลยต้องส่งซ้ำเป็นเหตุให้ Retry/Retransmission สูง ซึ่งทำให้ throughput ลดลง

จบ version สั้น ถ้าใครไม่อยากอ่านต่อ สรุปคือถ้าทุกคนใช้แค่ Ch. 1, 6, 11 ที่ 20MHz เราจะไม่มีปัญหา ACI
Version ยาว
2.4GHz เป็น spectrum ที่มีความกว้างแค่ประมาณ 83MHz (2.401GHz - 2.483GHz) ซึ่งถูกแบ่งเป็น 13 channel เริ่มจาก Ch. 1 ที่ 2.401, Ch. 2 ที่ 2.406, Ch. 3 2.411 จนถึง channel 13 ที่ 2.461 (ขอละ Ch. 14 ที่ใช้แค่ที่ญี่ปุ่นและบน 802.11b เท่านั้น) สังเกตไหมครับว่าแต่ละ channel ห่างกันแค่ 5MHz
Wi-Fi ใช้ channel ที่มีความกว้าง 22MHz (DSSS) ฉะนั้น Ch. 1 จะเริ่มที่ 2.401 จบที่ 2.423 และ Ch. 2 เริ่มที่ 2.406 - 2.428 และ Ch. 3 2.411 - 2.433 ไปเรื่อย ๆ จนถึงช่อง 13 (2.461 - 2.483) .ถ้าดู Ch. 1 กับ 2 เราจะเห็นช่วงความถี่จะทับกันที่ 2.406 - 2.423 หมายถึงถ้าส่งสัญญาณพร้อม ๆ กัน มันจะกวนกันในช่วงนี้

หนึ่งในกฎเหล็กของ Wi-Fi คือ "Listen Before Talk" อุปกรณ์ทุกตัวก่อนที่จะส่งสัญญาณจะต้องฟังก่อนส่งว่า channel ว่างไหมโดยใช้กลไกที่เรียกว่า CCA (Clear Channel Assessment) ซึ่งถ้าช่องสัญญาณมีการใช้งานอยู่มันจะเช็คว่าเป็นสัญญาณ Wi-Fi หรือ Non-Wi-Fi และดังแค่ไหน
ถ้า device อ่าน preamble (Layer 1) รู้เรื่องเหมือนเราฟังภาษาเดียวกันออก มันจะมองว่าเป็น Wi-Fi Signal และถ้าสัญญาณดังกว่า -85dBm ตัว device จะถือว่า channel busy ไม่ส่ง รอเช็คจนกว่า channel จะว่าง แต่ถ้าสัญญาณที่ได้ยินต่ำกว่า -85dBm มันจะส่งทับไปเลย
แต่ถ้า device เช็คสัญญาณแล้วฟังไม่รู้เรื่อง จะจัดอยู่ในกลุ่ม Non-Wi-Fi ตัว device จะวัดความดังเหมือนกรณีของ Wi-Fi แต่ต่างกันตรงที่ CCA ของ Non-Wi-Fi จะอยู่ที่ -65dBm หมายถึงถ้าสัญญาณที่อยู่ในช่องเบากว่า -65dBm จะถือว่าช่องสัญญาณนั้นว่างและส่งได้
แล้วสรุปว่ามันเกี่ยวกับการใช้หรือไม่ใช้ Ch. 1, 6, 11 ยังไง ผมขอแบ่งเป็น 3 กรณีครับ
กรณีที่ 1 - AP 2 ตัวใช้ Channel ที่ไม่ทับกันเช่น Ch. 1 (2.401 - 2.423) กับ Ch. 6 (2.426 - 2.448) อันนี้คือไม่มีความถี่ที่ทับกันเลย เคสนี้เราไม่มีปัญหา ACI ต่างคนต่างส่งไม่ต้องเข้าคิวรอกัน
กรณีที่ 2 - AP 2 ตัวเลือกใช้ Ch. 1 ทั้งคู่ เราจะมีปัญหา co-channel interference (CCI) แต่ไม่มี ACI อุปกรณ์จะไม่ส่งทับกันเพราะใช้ channel เดียวกันอ่าน preamble กันรู้เรื่อง device จะเข้าคิวรอส่งกันอย่างเป็นระเบียบ
กรณีสุดท้าย - AP 2 ตัวใช้ channel ข้าง ๆ กัน ปัญหาคือเวลาที่ทำ CCA check ต่างคนต่างอ่าน preamble กันไม่ออก มองว่าสัญญาณอีกฝั่งเป็น non-Wi-Fi ตัวอุปกรณ์มันจะถือว่า channel ว่าง (เว้นแต่ว่าอีกฝั่งสัญญาณดังกว่า -65dBm) และส่งทับไป พอ RF มันชนกัน เกยกัน หักล้างกัน waveform ก็เปลี่ยน ฝั่ง Receiver ได้รับสัญญาณไม่ชัดก็ไม่ตอบ Ack กลับ ฝั่ง Transmitter ก็ต้องส่งใหม่ ทำให้มี retransmission frame เยอะ ซึ่งดึง aggregated throughput ลง Wi-Fi จะช้ามาก
ปัญหานี้เกิดขึ้นง่ายมากบน 2.4GHz โดยเฉพาะกลุ่ม consumer AP ที่ไม่ lock channel ที่ใช้ได้ ถ้าเราเปิดโหมด auto channel ตัว AP มันอาจจะเลือกใช้ช่องอะไรก็ได้ที่มันว่าง ต้นเหตุหลักของ ACI
หนึ่งในปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของ Wi-Fi คือ channel interference ซึ่งเป็นเรื่องอาจจะเลี่ยงไม่ได้ แต่การที่เราใช้แค่ channel 1, 6, 11 อย่างน้อยอุปกรณ์ก็ยังเข้าคิวส่งกันอย่างเป็นระเบียบ เลี่ยงการชนกัน ไม่ใช่ใครอยากส่งเมื่อไหร่ก็ส่ง เรื่องนี้ไม่ได้แค่ดีกับแค่ตัวเรา แต่ดีกับเพื่อนบ้านที่ใช้ 2.4GHz รอบ ๆ ตัวเราด้วยครับ
Away designs can explore colours beyond a club's usual home palette. Anyone reviewing club collections can use AC Milan football jerseys(camisetas del AC Milan) to focus on the matching design. Choosing the correct size is especially important for children's and fitted versions.